เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวแรง … ต่อเนื่อง

เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวแรง … ต่อเนื่อง

ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน

ภายหลังตัวเลขเศรษฐกิจจีนไตรมาสที่สองเผยแพร่ออกมา หลายคนต่างเฝ้าติดตามว่าเศรษฐกิจจีนที่ไทยหวังจะพึ่งพาเป็นอย่างมาก จะฟื้นตัวจากวิกฤติโควิด-19 ต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปีได้หรือไม่ อย่างไร

ล่าสุด จีนเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจของเดือนกรกฎาคมออกมา ซึ่งสะท้อนสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น และดูท่าจะฟื้นตัวแรงกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ก่อนหน้านี้อีกด้วย

ในด้านการบริโภคภายในประเทศที่จีนมุ่งหวังจะใช้เป็นกลไกหลักหนึ่งในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ก็ฟื้นตัวต่อเนื่องอย่างช้าๆ โดยอยู่ที่ระดับ -1.1% หลังจากที่เคยติดลบระดับสองหลักในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ที่มีการล็อกดาวน์ในหลายเมือง และขยับดีขึ้นโดยลำดับจนเหลือ -1.8% ในเดือนมิถุนายน

ทั้งนี้ การค้าปลีกในเขตชุมชนเมืองนับว่าขยายตัวดี โดยสัญญาณเชิงบวกเกิดขึ้นในหลายกลุ่มสินค้า ยอดจำหน่ายสินค้าอาหารและของใช้จำเป็นอื่นเพิ่มขึ้นแรง ที่น่าสนใจคือ สินค้าในตลาดบนบางรายการ อาทิ เครื่องสำอางและเครื่องประดับเริ่มฟื้นตัวโดยขยายตัวถึง 9.2% และ 7.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตามลำดับ

ส่วนสำคัญเกิดขึ้นจากการจัดกิจกรรมกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ ยกตัวอย่างเช่น เทศกาลดับเบิ้ล 5 และดับเบิ้ล 6 ซึ่งน่าจะมีกิจกรรม “ดับเบิ้ล” รายเดือนต่อเนื่อง และขึ้นพีกสุดในวันคนโสด “ดับเบิ้ล 11” ที่คนจีนเฝ้าหน้าจอคอมและสมาร์ตโฟนกันชนิดข้ามวันข้ามคืน

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังผลักดันกิจกรรมพิเศษเพื่อชดเชยเวลาที่เคยสูญเสียไปให้กลับคืนมา และเดินหน้าแก้ปัญหาการว่างงานควบคู่กันไป โดยรัฐบาลร่วมมือกับเอกชนเดินหน้ากิจกรรม “เศรษฐกิจยามราตรี” และ “เศรษฐกิจหาบเร่แผงลอย” กลายเป็นว่าในหลายเมืองใหญ่มีการจัดกิจกรรมสไตล์ “ถนนคนเดินยามค่ำ” ในทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ดึงคนออกมากจับจ่ายใช้สอยและทำกิจกรรมนอกบ้านได้อีกมาก

สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลให้ดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อ ขยายตัว 2.7% ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นสามเดือนต่อเนื่องหลังจากที่ขยายตัว 2.4% และ 2.5% ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ตามลำดับ 

ขณะเดียวกันภาคการท่องเที่ยวของจีนก็เริ่มกลับมาเบ่งบาน การเปิดให้มีการเดินทางท่องเที่ยวข้ามมณฑลทำให้ตลาดการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว แถมในระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายนเป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ที่ชาวจีนนิยมพาลูกหลานเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งน่าจะส่งผลให้การซื้อบริการอาหารในภัตราคาร โรงแรม และสินค้าไม่จำเป็นกลับมาสะพัดอีกครั้ง หลายฝ่ายจึงคาดว่า ภาคการบริโภคโดยรวมจะขยับเป็นบวกได้ในเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ดี แม้ว่าอุปสงค์ก็ส่อเค้าว่าจะฟื้นตัว แต่ยังคงขยายตัวน้อยกว่าด้านอุปทาน กล่าวคือ ภาคการผลิตฟื้นตัวแรงต่อเนื่อง โดยดัชนีราคาสินค้าหน้าโรงงาน (PMI) ในเดือนกรกฎาคมขยายตัวถึง 52.8 ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับแตปี 2011 หลังจากที่ดัชนีผงกหัวขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนที่ 6 ของปี

การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเติบโตอย่างมีเสถียรภาพที่ระดับ 4.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้ายานยนต์ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม เครื่องจักรเครื่องมือ และอุปกรณ์โทรคมนาคม ที่ขยายตัวในอัตราระดับสองหลัก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก

ขณะเดียวกัน PMI ด้านบริการของจีนก็อยู่ในระดับ 54.1 ซึ่งถือว่าขยายตัวดี แต่ก็ลดลงจากเดือนที่ผ่านมาที่แตะระดับ 58.4 ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคที่ปรับสู่สภาพปกติ แทนที่จะพึ่งการค้าออนไลน์ดังเช่นช่วงครึ่งแรกของปี

การลงทุนในสินทรัพย์คงที่ยังคงหดตัวที่อัตรา -1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ก็สังเกตเห็นการเติบโตในโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ภาคการขนส่ง การสาธารณสุข และการศึกษา ซึ่งสะท้อนว่าภาครัฐมีบทบาทสำคัญในความพยายามที่จะเพิ่มการลงทุนในส่วนนี้

ในด้านการค้าระหว่างประเทศที่หลายฝ่ายเห็นว่า ตัวเลขที่มีแนวโน้มดีขึ้นมากในช่วงไตรมาสที่ 2 เกิดขึ้นเพราะโชคช่วยเนื่องจากการชะลอตัวลงของราคาน้ำมันดิบ ทองแดง และสินค้าโภคภัณฑ์อื่น แต่ตัวเลขเดือนกรกฎาคมก็ทำเอานักวิเคราะห์หน้าแตกกันอีกรอบ

เมื่อการส่งออกของจีนเติบโตถึง 7.2% เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินไว้อย่างมาก การขยายตัวดังกล่าวได้รับอนิสงค์จากการส่งออกสินค้าเวชภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นผ้าทอและหน้ากากที่ขยายตัวถึง 31.3% ขณะที่เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็พุ่งแรงถึงถึง 47.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน การนำเข้าของจีนก็ลดลง 1.4% ใกล้เคียงกับตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้าที่เพิ่มขึ้น 1%

จากสถานการณ์ดังกล่าวจึงทำให้การเกินดุลการค้าของจีน ณ เดือนกรกฎาคมขยับขึ้นเป็น 62,330 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 46,420 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ณ เดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา และสูงกว่าการคาดการณ์เดิมที่ 42,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจ 7 เดือนแรกของจีนได้ส่งสัญญาณเชิงบวก แต่ผมเองก็ยังคิดว่ารัฐบาลจีนไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะต้องเผชิญกับคบื่นลมแรงที่รออยู่

ในด้านหนึ่ง แม้ว่าสถานการณ์โควิด-19 ในจีน และข้อขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งฮ่องกงและไต้หวันจะดีขึ้นโดยลำดับ แต่ก็อาจเป็นเพียง “ภูเขาน้ำแข็ง” เพราะก็ไม่ทราบว่าจะมีสิ่งที่ไม่คาดฝันอะไรเกิดขึ้นอีกหรือไม่ในอนาคต

บางส่วนยังจับตามองการประชุมของคณะผู้แทนการค้าอาวุโสระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่มีวาระจะทบทวนผลการดำเนินการตาม “ยกแรก” ของการสงบสงครามการค้าในอนาคต

แต่ที่แน่ๆ กลางเดือนกันยายนจะมีเรื่องใหญ่ที่ต้องหาข้อสรุปเกี่ยวกับการซื้อขายกิจการของบริการวีแชต (Wechat) และติ๊กต็อก (TikTok) ให้ธุรกิจสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่ควันหลังอีกมากในอนาคต

ยิ่งเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีก็จะมีงานใหญ่มากมายรออยู่ อาทิ งานฉลองวันชาติจีน การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และการจัดงานแสดงสินค้า China International Import Expo

ประการสำคัญ เมื่อประเมินวิกฤติโควิด-19 ของโลกก็คาดว่าสถานการณ์จะลากยาวข้ามปี ซึ่งนั่นหมายความว่า จีนจำเป็นต้องพึ่งพาภาคเศรษฐกิจภายในประเทศในสัดส่วนที่สูง และยังถูกกดดันจากเป้าหมายของรัฐบาลจีนที่ต้องการแก้ไขปัญหาการว่างงานและขจัดความยากจนให้หมดสิ้นจากแผ่นดินภายในสิ้นปีนี้

ในช่วงไม่กี่เดือนที่เหลืออยู่ รัฐบาลจีนจึงต้อง “แข่งกับเวลา” เร่งเพิ่มกิจกรรมและกระตุ้นกำลังซื้อของชาวจีน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ค่อนข้างมาก ให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง เราอาจได้เห็นการผ่อนคลายมาตรการทางการเงินและการสนับสนุนส่งเสริมด้วยมาตรการทางการคลังเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะที่ต่อยอดจาก 5G และสุขอนามัย ระลอกใหม่เพื่อให้เศรษฐกิจจีนคลอดตัวเลขเชิงบวกต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 2-3 เดือน

ก็ไม่รู้ว่าจีนจะยังคงสามารถรักษาโมเมนตัมของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และสามารถทำสถิติเป็นเศรษฐกิจใหญ่เพียงรายเดียวที่เติบโตเป็นบวกในปี 2020 ได้หรือไม่ เราคงต้องลุ้นกันต่อไป …

ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน

Check out our latest

Stories