ปฏิบัติการกินเรียบ

ปฏิบัติการกินเรียบ

ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน และอุปนายกและเลขาธิการ สมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน

ย้อนกลับไปเมื่อราวปี 2013 ท่านสี จิ้นผิง ผู้นำจีนเคยประกาศนโยบายประหยัดแห่งชาติ โดยกำหนดแนวทางให้หน่วยงานของรัฐจัดการเลี้ยงรับรองแต่พอดี คณะผู้แทนจากส่วนกลางไปปฏิบัติงานในท้องถิ่นก็จัดเลี้ยงโดยยึดหลัก “ผัก 4 แกง 1” ขณะเดียวกัน การเลี้ยงรับรองคณะบุคคลต่างชาติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยเคร่งครัด

รัฐบาลจีนยังขอให้ประชาชนปรับพฤติกรรมไปใช้ช้อน/ตะเกียบกลางในการรับประทานอาหารเป็นหมู่คณะ และนำอาหารที่เหลือแพ็กกลับบ้าน หรือที่พูดกันจนติดปากว่า “ต่าเปา” (Dabao) และประกาศเดินหน้าแคมเปญ “กินให้หมดจาน” (Clean Your Plate Campaign) ผ่านเหว่ยปั๋ว (Weibo) สื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังของจีน ซึ่งสร้างกระแส “ไม่ทิ้งอาหารให้สูญเปล่า” จากเน็ตติเซ็นได้ในระดับหนึ่ง

ข้อมูลการวิจัยของ Geographic and National Resource Research และ World Wide Fund เมื่อปี 2018 ซึ่งสำรวจร้านอาหาร 366 แห่งในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู และลาซา ระบุว่า ชาวจีนแต่ละคนทิ้งอาหารเกือบ 100 กรัมต่อมื้อ ซึ่งคิดเป็นกว่า 10% ของปริมาณอาหาร
ขณะเดียวกัน สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน (Chinese Academy of Sciences) ก็เปิดเผยผลการวิจัยระบุว่า ในการกินอาหารนอกบ้าน คนจีนทิ้งอาหารเฉลี่ย 93 กรัมต่อมื้อ ซึ่งเท่ากับว่าเมืองใหญ่ในจีนปล่อยให้อาหารสูญเปล่าโดยรวมประมาณ 18 ล้านตันต่อปี

ข้อมูลใหม่ยังระบุว่า จีนทิ้งอาหารให้สูญเปล่าปีละราว 50 ล้านตัน ซึ่งสามารถเลี้ยงคนได้ถึง 200 ล้านคน ผู้นำจีนเห็นว่าปริมาณอาหารที่สูญเปล่าดังกล่าวเป็นสิ่งที่ “น่าตกใจและเศร้าใจ” จีนเคยผ่านช่วงชีวิตที่ยากลำบาก ขาดอาหารอดตายปีละเป็นล้านคนเมื่อหลายทศวรรษก่อน แม้ว่าจีนได้เข้าสู่ยุค “กินดีอยู่ดี” แล้ว ชาวจีนก็ควรประหยัดเพื่อมนุษยชาติโดยรวม และเรียกร้องให้ประชาชนร่วมมือกับรัฐบาลในแคมเปญดังกล่าว

เราต่างทราบดีว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้ต้องเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนไม่อาจเติบโตได้ตามที่คาดหวังไว้เดิม และแม้ว่าผ่านไปกว่าครึ่งปี เศรษฐกิจจีนได้ส่งสัญญาณการพลิกฟื้นอย่างมีเสถียรภาพ แต่ก็ยังมีหลายปัจจัยที่ซ่อนไว้ซึ่งความเปราะบางอยู่มาก

หนึ่งในแรงกดดันสำคัญได้แก่ ปัญหาน้ำท่วม นับแต่กลางปีเป็นต้นมา หลายมณฑลในลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงต่างต้องประสบปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่สุดในรอบกว่า 20 ปี โดยที่พื้นที่ย่านนี้เป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญของจีน ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลเสียต่ออุปทานอาหารโดยรวมในปีนี้

นอกจากนี้ ประเทศผู้ส่งออกธัญพืชรายใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐฯ บราซิล และอินเดียยังได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากวิกฤติโควิด-19 และประสบกับภัยธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ถึงขนาดองค์การสหประชาชาติ (United Nations) ได้ออกโรงมาเตือนว่า โลกกำลังเสี่ยงที่จะเข้าสู่วิกฤติอาหารที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบ 50 ปี

ในเดือนสิงหาคม 2020 ท่านผู้นำจีนก็ตอบโต้สัญญาณเตือนครั้งใหญ่นี้ด้วยการประกาศแคมเปญ “ปฏิบัติการกินเรียบ” (Operation Empty Plate) ภาค 2

“เมื่อหัวส่าย หางก็กระดิก” หน่วยงานภาครัฐ สมาคมและองค์กรไม่แสวงหากำไรที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคประชาชน ต่างกระโดดเข้าร่วมผลักดันให้แคมเปญ “กวงผานสิงต้ง” (Guang Pan Xing Dong) นี้มีผลเป็นรูปธรรม

เจ้าหน้าที่ภาครัฐในหลายเมืองใหญ่ต่างกำหนดแนวทางปฏิบัติของร้านอาหาร อาทิ การให้ระบุปริมาณอาหารต่อจาน และการให้พนักงานแนะนำปริมาณอาหารที่ควรสั่งให้เหมาะสมกับจำนวนคนในสูตร “N-1” รวมทั้งยังให้ร้านออกแบบรายการอาหารที่มีแบบ “ครึ่งจาน” หรือ “จานเล็ก” แทนที่จะมีเพียงออเดอร์มาตรฐานเท่านั้น

ร้านอาหารบางแห่งขึ้นป้ายถ้อยคำที่กระตุ้นเตือนการบริโภคอาหารอย่างไม่ฟุ่มเฟือย และการให้ลูกค้านำอาหารที่กินไม่หมดกลับบ้าน บางแห่งจัดให้อาสาสมัครเข้ามาเชิญชวนให้ลูกค้าของร้านลงชื่อในจานเปล่าเพื่อร่วมแสดงพลัง หรือออกมาตรการเชิงรุกด้วยการเสนอรางวัลพิเศษแก่ลูกค้าที่มีพฤติกรรมการบริโภคที่ประหยัดในหลายรูปแบบ อาทิ บัตรสมาชิก ส่วนลดค่าอาหารและค่าจอดรถ และอื่นๆ

ร้านอาหารสไตล์บุฟเฟต์ก็ให้ลูกค้าวางมัดจำเพิ่มอีก 100 หยวนเพื่อเป็นค่าปรับกรณีที่ตักอาหารแล้วเหลือทิ้งจำนวนมาก ผู้ที่ “กินทิ้งกินขว้าง” ยังอาจถูกตัดแต้มจากระบบเครดิตทางสังคม (Social Credit) นอกจากนี้ มาตรการเหล่านี้ยังถูกนำไปใช้กับโรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่อื่นอีกด้วย

แม้กระทั่ง เหล้าขาวชั้นนำของจีนอย่างเหมาไถ (Maotai) ที่คนไทยชอบอ่านว่า “เมาตาย” ก็ถูกสั่งหยุดการผลิต เพราะการทำเหล้าขาวต้องใช้ข้าวเป็นจำนวนมาก เข้าทำนอง “เอาข้าวให้คนกินดีกว่าให้คนดื่ม” คล้ายกับนโยบายการชะลอการผลิตเอทานอลเพื่อ “เอาข้าวให้คนกินดีกว่าให้รถซด” เมื่อหลายปีก่อน

รัฐบาลจีนยังพยายามดำเนินการในระดับนานาชาติ อาทิ การเปลี่ยนทัศนคติให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเห็นว่าการจัดเตรียมอาหารในงานเลี้ยงแต่พอเหมาะเป็นสิ่งที่ดีงาม และไม่ใช่สิ่งที่เจ้าภาพต้อง “เสียหน้า” แต่ประการใด

ในภาคประชาชน ชาวจีนก็เข้าร่วมมืออย่างเต็มที่ พ่อแม่ผู้ปกครองใช้เวลาสอนให้ลูกหลานตระหนักถึงความสำคัญของความประหยัด ขณะที่ชาวโลกนิยมถ่ายรูปอาหารและอัพโหลดขึ้นสู่อินเตอร์เน็ต แต่ชาวจีนทั่วประเทศกลับทำสิ่งที่แตกต่างด้วยการปลุกกระแส “ชิม แชะ แชร์” ว่าง่ายๆ พอกินเกลี้ยงจานแล้วก็ถ่ายรูปแล้วอัพขึ้นกันเป็นแถว

โต่วอิน (Douyin) หรือติ๊กต็อก (TikTok) ในเวอร์ชั่นจีน และไคว่โส่ว (Kuaishou) สื่อสังคมออนไลน์แนวคลิปสั้นชื่อดังของจีนกลายเป็นช่องทางในการแสดงพลังดังกล่าว ยิ่งเซเล็บและศิลปินดังกระโดดเข้าสนับสนุนแคมเปญนี้ก็ยิ่งทำให้พฤติกรรมเช่นนี้กลายเป็นแฟชั่นในจีน

เพียงไม่กี่วันหลังจากที่ท่านผู้นำจีนประกาศแคมเปญนี้ มีคนโพสต์ “จานเกลี้ยง” เกือบ 1 ล้านครั้ง และมีคนเข้าไปเยี่ยมชมในเหว่ยปั๋วอีกกว่า 550 ล้านวิว แถมยังมีกระแสการต่อต้านคลิปที่มีพฤติกรรมแปลกๆ เช่น โชว์ “กินแล้วล้วง” สำนักข่าวออนไลน์ในเหว่ยปั๋ว (Weibo) เปิดเผยผลการสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เกือบครี่งหนึ่งของเน็ตติเซ็นไม่ชอบดูไลฟ์สตรีมพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสมเพราะเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย

หลายแพล็ตฟอร์มยังร่วมมือด้วยการลบคลิปเก่าและต่อต้านการอัพคลิปใหม่ที่มีลักษณะดังกล่าว และหากผู้ใช้คีย์ถ้อยคำที่เกี่ยวข้อง เช่น “การกินโชว์” หรือ “นักแข่งกิน” ระบบก็จะมีคำเตือนหรือคำแนะนำให้เห็นถึงคุณค่าของอาหาร ไม่ควรทิ้งอย่างสูญเปล่า

นอกจากการลดความไม่สูญเปล่าของอาหารแล้ว แคมเปญนี้ยังมีประโยชน์ในหลายด้าน อาทิ การช่วยลดแรงกดดันไม่ให้ราคาสินค้าอาหารเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และอาจกระทบต่อนโยบายความมั่นคงด้านอาหาร (Food Security) ของรัฐบาลจีน

แคมเปญนี้ยังไม่เพิ่มความรู้สึกเหลื่อมล้ำด้านอาหารการกินระหว่างผู้ประสบอุทกภัยกับคนในเมืองใหญ่ที่ไม่ได้รับผลกระทบดังกล่าว ผู้ประสบภัยที่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากและต้องอดมื้อกินมื้ออาจก่อหวอดชุมนุมประท้วงหากเห็นคนในเมืองใหญ่โพสต์คลิปการบริโภคอาหารอย่างฟุ่มเฟือย

นอกจากนี้ แคมเปญดังกล่าวยังสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับด้านสุขอนามัยแนวใหม่ที่เน้น “การป้องกัน” มากกว่า “การรักษา” ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาโรคอ้วนของเด็กจีนที่เพิ่มขึ้นมากได้ในอีกทางหนึ่ง ขณะเดียวกัน ความเป็นรูปธรรมของแคมเปญนี้ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือน และลดภาระงานให้กับพนักงานทำความสะอาดและแยกขยะในร้านอาหาร

บางคนอาจคิดว่าแคมเปญนี้เป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ แต่ในจีนที่มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน “เรื่องกินถือเป็นเรื่องใหญ่” เสมอ แคมเปญที่ใกล้ตัวเช่นนี้จึงเป็น “สิ่งเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่” แก่มนุษยชาติโดยรวม

ผมเชื่อมั่นว่า จีนจะยังไม่หยุดเพียงแค่นี้ แต่จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาการจัดการด้านการผลิต การจัดเก็บ และการกระจายผลผลิตทางการเกษตรคู่ขนานกันไป

ในขณะที่คนจำนวนมากขาดแคลนอาหาร กว่า 10% ของประชากรโลกต้องทนทุกข์ทรมานกับความอดอยาก แต่โลกกลับทิ้งอาหารถึง 1,600 ล้านตันในแต่ละปี ในจำนวนนี้ 1,300 ล้านตันเป็นอาหารที่บริโภคได้ ซึ่งคิดเป็นถึง 1 ใน 3 ของปริมาณอาหารที่โลกผลิตได้ เรากำลังพูดถึงการสูญเปล่าหลายแสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี แถมการกำจัดอาหารเหล่านี้ยังต้องใช้พลังงานและทำลายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

การกินทิ้งกินขว้างอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของไทยเมื่อเทียบกับของจีน แต่ไทยก็มีปัญหาเชิงพฤติกรรมในหลายมิติ และมีแนวโน้มขยายวงเพิ่มขึ้น อาทิ การทิ้งขยะ การขับขี่ยวดยานโดยขาดวินัย การมองประโยชน์ส่วนตนก่อนประโยชน์ส่วนรวม การขาดจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อม และอื่น ๆ ทำให้สภาพเศรษฐกิจและสังคมของไทยมิได้พัฒนาไปมากเท่าที่ควร

เราจึงควรเรียนลัดจากประสบการณ์ที่ดีของประเทศต่าง ๆ แม้กระทั่งสิ่งเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ของจีนดังกล่าว และผลักดันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างสร้างสรรค์ในวงกว้าง เพื่อสังคมที่ดีกว่าสำหรับอนุชนรุ่นหลังของเรา …


Check out our latest

Stories