ซีไอเอส มองแนวโน้มราคาทองคำไปต่อ 
ทยอยสะสมที่แนวรับสำคัญ 1,900 ดอลลาร์สหรัฐ

นักลงทุนรุ่นใหม่มองเป็นโอกาสทยอยสะสมทองคำหลังราคาร่วงลงเพราะแรงเทขายจากที่ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดใหม่ระดับ 2,080 ดอลลาร์สหรัฐแนะระยะสั้นและกลางเข้าซื้อลงทุนที่ระดับ 1,900 ดอลลาร์สหรัฐชี้ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคยังคงเป็นขาขึ้นส่วนแร่เงินราคาวิ่งขึ้นมาพร้อมๆกันแต่ปัจจัยพื้นฐานด้อยกว่าทองคำจากความต้องการใช้แร่เงินที่เริ่มลดลงและความผันผวนราคาส่งผลให้มีความเสี่ยงสูง

นายณพวีร์พุกกะมานนักลงทุนผู้ก่อตั้ง Creative Investment Space (CIS) สถาบันให้ความรู้ด้านนวัตกรรมการลงทุนรูปแบบใหม่ เปิดเผยว่า ทองคำยังสร้างผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) ได้ที่ 25% ถือว่ายังอยู่ในระดับสูงในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์เป็นรองเพียงแค่แร่เงิน (Silver) ที่ทำได้ 48% แม้ผลตอบแทนของทองคำ จะลดลงอย่างมากจากจุดสูงสุดที่เคยทำได้ถึง 38% เพราะแรงเทขายทำกำไรหลังดัชนี Dollar Index มีการพลิกกลับมาแข็งค่าหลังจากที่ลงไปอ่อนค่าที่สุดที่ 92 จุด ตลอดจนความคืบหน้าของการผลิตวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ที่มีออกมาเป็นปัจจัยลบระยะสั้นต่อราคาทองคำ 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มเงินเฟ้อที่จะเกิดขึ้นหลังจากการอัดฉีดเงินในมาตรการคิวอี ตามนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (FED) ที่ได้ปรับเป้าหมายเงินเฟ้อขึ้นเหนือระดับ 2% ตลอดจนมุมมองที่ยังคงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำไปอีกนาน หรือความเสี่ยงที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่อาจถูกเทขายจากความกังวลในเรื่องที่ราคาปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงเกินไป ทั้งหมดนี้จึงยังคงเป็นปัจจัยบวกที่ผลักดันราคาทองคำต่อไปได้

“ปัจจัยทางเทคนิคของทองคำ ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง กราฟเทคนิคตั้งแต่ขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดที่ 2,080 ดอลลาร์สหรัฐ ราคาทองก็เป็นขาลงมาตลอดและไม่สามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม ภาพในระยะยาวและระยะกลางทองคำยังคงเป็นขาขึ้น ส่วนระยะสั้นแนวรับสำคัญจะอยู่ที่ระดับ 1,900 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสามารถซื้อเพื่อเก็งกำไรเพื่อคาดหวังผลตอบแทนในระดับ 7% หากนับจากจุดสูงสุดเดิม แต่ต้องตัดขาดทุนอย่างรวดเร็วหากราคาลงไปจากระดับนี้”

ด้านแร่เงิน ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนดีอันดับต้นๆ ในปีนี้ แม้ว่าจะมีค่าความสัมพันธ์ (Correlation) กับทองคำอยู่ในระดับที่สูง หากทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น แร่เงินก็จะวิ่งขึ้นตาม แต่ปัจจัยพื้นฐานของแร่เงินยังไม่สามารถเทียบกับทองคำได้ เนื่องจากการผลิตของแร่เงินยังสามารถผลิตออกมาได้อย่างต่อเนื่อง ต่างจากทองคำที่มีจำกัด ขณะที่ความต้องการส่วนใหญ่ของแร่เงิน คือการนำไปใช้ในการผลิตเหรียญกษาปณ์ ปรับลดลงค่อยข้างแน่ชัด เพราะโลกกำลังเปลี่ยนเข้าสู่สังคมไร้เงินสดแล้ว

“แม้กราฟเทคนิคของแร่เงินจะยังคงเป็นขาขึ้นแต่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่สามารถเทียบเคียงกับทองคำได้ การลงทุนจึงต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่า อีกอย่างคือธรรมชาติของแร่เงินมีความผันผวนของราคามากกว่าทองคำ”

ขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ อย่างราคาน้ำมัน WTI และ Brent ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปียังคงติดลบกว่า 38% ภาพการลงทุนในระยะสั้นมีแนวโน้มขาลง ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังคงมีความเสี่ยงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังอยู่ในระดับต่ำ จึงยังไม่ใช่โอกาสที่จะเข้ามาลงทุน

นายณพวีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยที่ต้องจับตาหลังจากนี้ คือการประกาศผลประกอบการในไตรมาสที่สามของปีนี้ของบริษัทจดทะเบียนทั้งของไทยและต่างประเทศ ซึ่งเป็นสามเดือนที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 เต็มๆ ต่อเนื่องจากไตรมาสที่สอง หากผลประกอบการมีการฟื้นตัวขึ้นจะเป็นชี้วัดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ สามารถใช้ได้ผล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทองคำที่อาจได้รับความสนใจลดลงบ้าง แต่หากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังไม่ดีขึ้น ทองคำจะกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง อย่างไรก็ตามดัชนีชี้วัดสำคัญของราคาทองคำ คือค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหาก Dollar Index หากกลับมาฟื้นตัวก็จะเป็นการกดดันราคาทองคำได้

Check out our latest

Stories